มักกะลีผล ตอน 4

posted on 09 Jan 2008 23:44 by bannpeeploy in buddhism
 

    

 ธรรมนิยาย อิงชีวประวัติของหลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม

 ชุด มักกะลีผล  นี้มีทั้งหมด 44 ตอนค่ะ

สนใจ  เลือกรับฟังในตอนอื่นๆ   คลิ๊กได้ที่นี้นะคะ 

  

  

 มักกะลีผล  ธรรมนิยายอิงชีวประวัติของหลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม 

 

 ธรรมนิยาย ชุด มักกะลีผล ตอนที่ 4   

ชีวิตในวัยเยาว์ หลวงพ่อได้อาศัยอยู่กับยายวัย ๘๐ ปี ณ เรือนทรงไทยหลังใหญ่กลางดงใม้ร่มครึ้มด้วยมะม่วง มะปราง ขนนุ น้อยหน่า และละมุด ฯลฯแผ่กิ่งก้านสาขาอย่างเสรี ด้วยเนื้อที่กว้างขวางด้านหลังติดกับลำน้ำลพบุรีใช้ปลูกพืชผักสวนครัวนานาชนิดเรื่องรางจากชีวิตจริงของหลวงพ่อเริ่มต้นจากบ้านหลังนี้

เวลาตีสี่ของทุกวัน ยายจะลุกขึ้นสวดมนต์ภาวนา เป็นเวลา ๑ ชั่วโมงส่วนเด็กชายจรัญ จะลุกขึ้นก่อไฟหุงข้าวให้ยายใส่บาตร หลังจากนั้นยายหลานจะลงไปพรวนดินถางหญ้า พร้อมเก็บพืช ผักผลไม้ เพื่อนำไปขายในตลาด หากวันใด ที่ผัก ผลไม้ มีมากยายหาบาไม่ไหว หลานชายจะแบ่งใส่สาแหรกอีกลูกหนึ่ง หาบไปส่งยายที่ตลาด แล้วจึงไปโรงเรียนในวัยที่กำลังเรียนหนังสือ เด็กชายจรัญไม่เคยสนใจเรียนหนังสือเลย มักชวนเพื่อนๆ ไปยิงนกตกปลาถูกย้ายโรงเรียนหลายแห่ง เพราะทางโรงเรียนทนความประพฤติของเด็กชายจรัญไม่ไหว ทั้งๆ ที่ยายพร่ำสอนแต่สิ่งดีๆ ให้เด็กชายจรัญ แต่เขากลับไม่เคยรับฟังอย่างใส่ใจเลยยายให้เอาข้าวไปถวายพระแทน เพราะยายไม่ค่อยสบายระหว่างทางเจอเพื่อนนักเรียนที่สร้างวีรกรรมหนีโรงเรียนด้วยกันมา เพื่อนบอกว่า “ยังไม่ได้กินข้าวเลยเด็กชายจรัญ ก็นึกไปว่าจะเอาไปให้พระทำไมพระก็มีของกินตั้งเยอะแยะแล้ว” เลยตั้งวงกินกันเองกับเพื่อน พอกลับถึงบ้าน ยายถาม ก็บอกว่าถวายแล้ว วันต่อมาก็ทำอีก บังเอิญ อยู่มาวันหนึ่ง สมภารได้แวะมาเยี่ยมยายที่บ้านความเลยแตกถูกยายดุด่าและตีด้วยไม้เรียวพร้อมทั้งพูดสั่งสอน

“เอ็งทำแบบนี้มันเป็นบาป ต้องเป็นเปรตปากเท่ารูเข็มรู้ไม๊”

ช่วงวัยเยาว์ เด็กชายจรัญเรียนอยู่โรงเรียนวัดพรหมสาคร ข้ามเรือจ้างเดือนละ ๒๕ สตางค์ ที่ท่าเรือของตาก้อย ก็โกงไม่ให้เงิน ๒ เดือนแล้งก็เปลี่ยนไปขึ้นท่าของยายนวมก็โกงเงินอีก ท่าเรือมี ๓ ท่าเด็กชายจรัญโกงเงินหมดทั้ง ๓ ท่าทุกๆปี
ปีละ ๒ ครั้ง ยายจะจัดให้มีการเทศน์มหาชาติขึ้นที่บ้าน ลูกๆหลานๆ ก็มาพร้อมหน้ากัน
ยายจะนิมนต์พระมา ๓ รูป ขึ้นเทศน์ ๓ ธรรมาสน์ เทศน์โต้ตอบกันเรียกว่า “เทศน์ปุจฉาวิสัชนา” เด็กๆ จะพากันวิ่งซุกซนยายจะจับผูกขาล่ามไว้กับเสาเรือนเป็น
การบังคับให้ฟังเทศน์ เด็กชายจรัญเป็นหนึ่งในจำนวนเด็กที่ถูกผูกขาล่ามเชือกไว้ด้วย

ตอนมัธยม ๒ เด็กชายจรัญชวนเพื่อนไปกินก๋วยเตี๋ยวผัดไทยที่ร้านยายากุ่ม(ใส่ไข่ ๕ ไม่ใส่ ๓ สตางค์) ทั้งที่ไม่มีเงิน เมื่อกินอิ่มแล้วก็ออกอุบายให้เพื่อนๆ เดินกลับไปก่อนแล้วเด็กชายจรัญจึงแอบหยิบสตางค์ของลูกค้าคนอื่นที่อยู่ในชามเก็บสตางค์ของแม่ค้าแล้วโยนกลับลงไปให้เกิดเสียงเหมือนว่าจ่ายเงินแล้ว ทำอย่างนี้ถึง ๓ ครั้งโดยที่แม่ค้าไม่ทราบในกลโกงของเด็กชายจรัญเลย

เด็กชายจรัญได้รับเงินค่าจ้าง๑ บาท จากพวกขี้เหล้าในการนำเต่าจำนวน ๗ ตัวไปต้มเขาจัดการก่อไฟแล้วตักน้ำใส่หม้อยกตั้งบนเตาจนน้ำเดือดแล้วจึงนำเต่าใส่ลงไปในหม้อน้ำที่เดือดนั้น เต่าทั้งหมดต่างพากันดิ้นตะกุกตะกัก ทุรนทุรายจนหม้อแตกออกเป็น ๒ เสี่ยงน้ำในหม้อไหลลงเตาจนไฟดับ
ต่อมาวันหนึ่ง เด็กชายจรัญ ได้ถอดปืนออกเป็นเอามุงพันแล้วห่อด้วยเสื่อ แล้วโกหกยายว่าจะไปเรียนพิเศษ แต่ที่จริงแล้วเด็กชายจรัญนัดกับครูฉั้ว ครูใหญ่โรงเรียนวัดแจ้งพรหมนคร เพื่อจะยิงนกให้พรรคพวกครูฉั้วที่หนองสาหร่าย เด็กชายจรัญมีอุบายในการยงนกโดยการนำปืนวางไว้บนแพหยวกกล้วยแล้วลอยตัวตามน้ำและผักตบชวามาพรางตัวอีกทีหนึ่งเพื่อรอคอยให้นกลงมากินน้ำในขณะที่บนบก ชาวบ้านหลายคนคอยไล่นกไม่ให้นกลงมากกินหนองน้ำที่หนองอื่น แต่ต้องลงมากินหนองน้ำ ที่เด็กชายจรัญดักรออยู่ พอมีฝูงนกลันลงมากินน้ำเป็นจำนวนมาก

เด็กชายจรัญก็ยืนขึ้นครึ่งตัวถือปืนยืนนิ่งเสมือนหุ่นไล่กา เพื่อให้ฝูงนกเหล่านั้นตายใจทันใดนั้นเสียงปืนก็ดังขึ้นเปรี้ยง!ๆ เหล่านกร่วงตกลงมาเป็นฝูง ตายนับร้อยตัวโดยฝีมือของเด็กชายจรัญนั่นเอง วันฉลองสนามบิน จ.สิงห์บุรี ตอนนั้นหลวงสรรพประสาทเป็นผู้ว่าราชการ เด็กชายจรัญได้ขอเงินยายจำนวน ๑๐๐ บาทเพื่อนำไปซื้อเครื่องแบบลูกเสือใส่ไปงานฉลองสนามบิน และยาย ได้ให้เงินเพียง ๑๐ บาท แต่พอยายเผลอก็เดินตัวเบาซ้ายย่างหนอ...ขวาย่างหนอ... แอบไปหยิบเงินใต้หมอนจำนวน ๕๐๐ บาท ไปซื้อเครื่องแบบลูกเสืออย่างาสมใจพอยายถามก็ไม่ยอมรับพร้อมทั้งสาบาน

“ถ้าขโมยจริงขอให้ฟ้าผ่า...แต่ไม่ตาย”

 จากนั้นผลกรรมก็เกิดขึ้นกับหลวงพ่อจรัญ เมื่อหลวงพ่อกำลังเทศน์โปรดญาติโยมอยู่ที่กุฏิหลังปัจจุบัน ตอนบ่ายสี่โมงเย็น ได้เกิดสายฟ้าสีเขียวและสีแดงวิ่งมาชนกันแล้วผ่าลงมาที่ตัวของหลวงพ่อปรากฏว่าจีวรไหม้หมด แต่เป็นที่อัศจรรย์ยิ่งนัก ที่ร่างกายของหลวงพ่อไม่ได้รับอันตรายแต่อย่างใด ด้วยเหตุนี้เป็นเพราะแรงที่สาบานกับยาย
ไว้ตั้งแต่อดีต ปี พ.ศ ๒๕๐๐ หลวงพ่อเดินทางไปแม่สอดโดยรถยนต์ รถของท่านเกิดอุบัติเหตุตกเหว รถตำไปค้างยู่บนยอดต้นยางต้องนอนหนาวอยู่ ๑ วัน ๑ คืน หลวงพ่อไต่ขึ้นมาจากเหวได้อย่างสะบักสะบอม จีวรขาดวิ่นเหลือแต่สบง ไปเรียกให้คนช่วยก็ไม่มีใครช่วย หาว่าเป็นคนบ้าวิกลจริตพากันขว้างปาจรหัวบวมไปหมด กว่าจะมีคนมาช่วย รถก็ยังอยู่ที่เดิม

พระจรัญได้กำหนดสติรับรู้กรรมที่ท่านต้องมาประสบเคราะห์กรรมในครั้งนี้เพราะ เมือตอนที่ท่านเป็นเด็กชอบแอบไปขว้างหัวชาวบ้านอยู่เป็นประจำ วันหนึ่งพบคนเมาเดินโซซัดโซเซมา ชื่อตาเถิ่งเด็กชายจรัญหมั่นไส้จึงถีบตาเถิ่งตกลงไปในน้ำที่มีต้นกง ต้นแสมเต็มไปหมด ตาเถิ่งได้รับบาดเจ็บและนอนจมอยู่ในน้ำ๑ วันกับอีก ๑ คืน

ผลกรรมนี้จึงมาตกรับท่านในคราวนี้เองอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยงแม่ของเด็กชายจรัญเลี้ยงไก่ไว้จำนวน ๓๐๐ กว่าตัว วันหนึ่งเด็กชายจรัญได้ไปยืนดูวิธีการตอนไก่จากหมอ
และได้ทราบว่าไก่ที่ตอนแล้วจะอ้วนและมีเนื้อเยอะมากขึ้น ดังนั้น เด็กชายจรัญจึงรีบไปซื้อเครื่องมือในการตอนไก่ที่เห็นหมอใช้สว่านเจาะท้องไก่เอาเหล็กดึงไส้ออกมาแล้วเย็บจากนั้นก็นำไส้กลับไปใส่ไว้ในท้องเหมือนเดิม

วิธีนี้ เด็กชายจรัญไม่ได้ศึกษาอย่างถ่องแท้ปรากฏว่าไก่ที่เด็กชายจรัญตอนไว้นั้น ไส้ไหลเป็นน้ำเหลือง ไส้เน่าตายไปวันละหลายๆ ตัวจนหมดเล้าผลกรรมได้ตอบสนองหลวงพ่อได้เป็นโรคลำไส้ ปวดกระเพาะมากไส้เริ่มเน่าถ่ายออกมาเป็นเลือดและนานอยู่ ๓ ปีจากนั้นหลวงพ่อจึงตั้งจิตอธิษฐาน “พ่อไก่ แม่ไก่ทั้งหลายเอ๋ย เจ้าจงมารับเมตตาจากข้าพเจ้า ที่ตอนเจ้าไม่ได้เจตนาให้เจ้าตาย เป็นเพราะไม่ได้ศึกษาให้ถ่องแท้ก่อน ถ้าข้าพเจ้ารอดตายจะทำกรรมฐานไปให้ จงอย่าจองเวรจองกรรมกับเราเลยใ