Everything.. is  OK. ! 

  สวัสดีค่ะวันนี้ขอตอบคำถามสดของน้องละอ่อน ที่คอมเม้นท์ฝากถามถึงเรื่อง  "สติปัฏฐาน 4"  ไว้นะค่ะ  ก่อนอื่นพลอยจ๋าขอออกตัวก่อนนะค่ะ  ว่าไม่ใช่ผู้รู้แจ้งในเรื่องนี้โดยตรงเพียงแต่ครูบาอาจารย์ได้เคยสอนไว้ตั้งแต่เมื่อครั้งแรกปฎิบัติธรรมน่ะคะ  คล้ายๆ กับเรียนทฤษฎีของการปฎิบัติจริงอะไรทำนองนั้น  อันที่จริงการที่น้องละอ่อนถามมานี้ก็เป็นการดี  เพราะพลอยจ๋ามีโครงการ(อีกแล้ว) เขียนประสบการณ์การไปปฎิบัติธรรม โดยจะให้ชื่อชุดเรื่องว่า " คุณเสียชีวิตแล้วหรือยัง.. ? " ติดตามได้ที่บล็อกนี้แหละค่ะ  (ไม่ต้องไปหาตามแผงหนังสือที่ไหนนะค่ะ เพราะมันไม่มี ..เอะ แล้วจะบอกทำไมเนี้ย กิกิ) อาจคลอดล่าช้าอย่าถือสานะค่ะ  โครงการมันเยอะ ความคิดแล่นไวมากเสียจน 10 นิ้วน้อยๆ ดีดตามไม่ทันน่ะคะ  อดใจรออึดใจนะค่ะน่าจะคลอดได้หลังจบเรื่องสั้นชุดขวัญดาวเจ้าค่ะ แล้วพลอยจ๋าจะพยายามทำออกมาให้ดีล่ะกันนะค่ะ

ก่อนที่เราจะมาทำความรู้จักกับ  "สติปัฏฐาน 4 "  พลอยจ๋าอยากขออธิบายศัพท์เทคนิค (ฮิ้ววว.. จะฮิ้วทำไมเนี้ย ไม่ใช่งานแต่งนะ กิกิ) เพื่อปูพื้นฐานคราวๆ ให้พี่น้องทราบกันก่อนล่ะกันนะค่ะ  เวลาอ่านในตอนต่อไปจะได้ไม่สะดุดถ้าพลอยจ๋ายกศัพท์เทคนิคนี้ขึ้นมาอ้างถึงน่ะคะ

 

  ขออธิบายศัพท์เทคนิคหน่อยค่ะพี่น้อง   ( หรูหราเนอะ.. "ศัพท์เทคนิค" )

  สติ  คือ  ความรู้สึก  ความรู้ตัว ความรู้สึกรับผิดชอบ คือ รู้สึกระลึกได้น่ะเจ้าค่ะ

  ปัฎฐาน  คือ  ฐานที่ตั้ง  รองรับ  ที่มั่น

  วิ  คือ  แจ่มแจ้ง  จะแตกต่างจากและวิเศษกว่าการหยั่งรู้โดยโลกวิธีค่พ

  ปัสสนา  คือ  การเห็น  การหยั่งรู้ได้ด้วยปัญญาค่ะ

  กรรม  คือ  การกระทำ ที่ประกอบด้วยเจตนา ความพยายาม สติสัมปชัญญะ

  ฐาน  คือ  การงาน  คือ สิ่งที่เป็นตัวกระทำหน้าที่ใดหน้าที่หนึ่งนั้นเองค่ะ

 รวมความหมายแปลแล้วได้ใจความว่า  

วิปัสสนากรรมฐาน หมายถึง  การกระทำจิตให้เห็นแจ้งและหยั่งรู้ได้ด้วยปัญญา

สติปัฏฐาน  หมายถึง  ฐานที่ตั้งของสติ 

   แปลแบบนี้น่าจะได้นะค่ะ  ขออภัยท่านผู้รู้จริงในด้านนี้ด้วยนะคะ  หากต้องการเสนอแนะ แก้ไข เพิ่มเติมให้พลอยจ๋ายินดีนะค่ะ  อย่างที่ออกตัวไปในตอนแรกคะว่าความรู้มีเท่าหางอึ่งจริงๆ..

 สติปัฏฐาน 4  คือ อะไรกันหนอ ?  

สติปัฏฐาน 4 คือ  แนวทางปฎิบัติธรรมในการปฎิบัติวิปัสนากรรมฐานเพื่อมุ่งหวังให้จิตสงบมั่นจนเกิดปัญญา  ซึ่งเป็นหลักการปฎิบัติสูงสุดตามหลักพระพุทธศาสนา  เพื่อขัดเกลากิเลสเครื่องเศร้าหมอง และอวิชชา คือความไม่รู้จริงให้หมดสิ้นหรือเบาบางลง มุ่งหวังพัฒนาจิตใจให้สูงขึ้น ให้เกิดปัญญา คือ การเห็นความจริงตามหลักความเป็นจริงที่สิ่งนั้นๆ ดำรงอยู่ เพื่อก่อให้เกิดความสงบสุขแก่ชีวิตตนเอง ครอบครัวและสังคมสืบไปน่ะคะ..  หืม พลอยจ๋าพยายามอธิบายภาษาปาก เพื่อให้เข้าใจง่ายกว่าภาษาพระ อุ๊ย.. ลืมๆ ศัพท์เทคนิคน่ะคะ.. ใครงง ลองอ่านอีกครั้งน่าจะเข้าใจได้ดีขึ้นนะคะ

สติปัฏฐาน  หมายถึง  วิธีทำจิตให้สงบ นิ่ง ฝึกสติให้เกิดขึ้นในพื้นฐานของอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง โดยใช้สติเป็นตัวกำหนด "รู้" ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นทางร่างกายและจิตใจ พูดให้ง่ายก็ คือ  การกำหนดจิตให้ตั้งอยู่และรู้ตาม โดยแบ่งฐานของสติออกเป็น 4 ทาง รวมเรียกว่า สติปัฏฐาน 4 ดังนี้คะ

  สติปัฏฐาน 4 ประกอบด้วย    ฐานของสติ 4 ทาง คือ

  ทางที่ 1   กายานุปัสสนาปัฏฐาน  หมายถึง  การกำหนดสติให้ติดตามดูกายของเรา  ได้แก่  การใช้จิตเฝ้าดูอาการทั้งหลายของร่างกาย เช่น การยืน เดิน นั่ง นอน กิน ดื่ม ขับ ถ่าย ไม่ว่ากายจะมีอาการเช่นไรจะต้องกำหนดสติ "รู้" อาการนั้นๆ โดยตลอด นั้นเองคะ

แต่ถ้าจะแยกกันโดยละเอียดแล้วนั้น กายานุปัสสนา จะมีด้วยกันถึง 14 วิธี ด้วยกัน คือ  อัสสาสะปัสสาสะ  คือ  ลมหายใจเข้าออก  /อริยาบททั้ง 4  คือ  ยืน เดิน นั่ง นอน  /อริยาบทย่อ  เช่น ก้าวไปข้างหน้า ก้าวถอยหลัง งอเข่า ยืดแขน พลิกตัว เป็นต้น  /ความเป็นปฎิกูลของร่างกายทั้ง 32 อาการ  /การกำหนดร่างกายเป็นธาตุ 4  /ป่าช้าทั้ง 9  เป็นต้น

  ทางที่ 2   เวทนานุปัสสนาปัฏฐาน  หมายถึง  การกำหนดสติให้ติดตามดูเวทนา (ความรู้สึก สุข ทุกข์ เวทนา) ที่เกิดขึ้นกับจิตใจเรา  เช่น นั่งสมาธินานๆ เหน็บชาเกิดขึ้นที่ขา เรารู้สึกเจ็บปวด ให้กำหนดสติ  "รู้เวทนา"  รู้ว่าเจ็บปวด "เจ็บหนอ..  เจ็บหนอ" ให้ตั้งสติรู้อย่างเดียวถึงอาการเวทนาที่เกิดขึ้นเหล่านั้น  รู้ว่าอาการเจ็บปวดนั้นมันไม่เที่ยง มีเกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไป  รู้ว่ามันเป็นตัวเวทนา ไม่ใช่ตัวตนของเรา ตัวตนของเราไม่มี 

ซึ่งอาจจะเคยได้ยินกันนะค่ะว่า  เมื่อเจริญสมาธิ ปฎิบัติธรรมอย่าสม่ำเสมอและถูกวิธีจะสามารถแยกรูป แยกนาม ไม่รู้สึกเจ็บปวดกับอาการที่เกิดขึ้นกับร่างกายอีกต่อไป นี้ก็คือวิธีการเจริญเวทนานุปัสสนาปัฏฐานค่ะ  โดยเราจะใช้วิธีการอย่างนี้ทั้ง 3 ความรู้สึกที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเจ็บปวด ดีใจ เสียใจ เป็นต้นนะคะ

  ทางที่ 3   จิตตานุปัสสนาปัฏฐาน  หมายถึง  การกำหนดสติให้ติดตามดูจิตของเรา  ว่านึกคิดเรื่องต่างๆ อะไรอยู่ เช่น ในระหว่างนั่งสมาธิอยู่นั้น  ถ้าจิตเราเผลอวิ่งออกไปคิดถึงบ้าน ให้เราใช้สติตามไปกำหนด "รู้"  จิตที่กำลังคิดถึงบ้านทันที  ให้รู้ว่า "ฟุ้งซ่านหนอ.. ฟุ้งซ่านหนอ"

ในเรื่องฐานที่ตั้งของจิตนี้ แบ่งละเอียดลงไปอีก 16 อย่างด้วยกันค่ะ  ก็จะมี จิตมีราคะ จิตปราศจากราคะ  /จิตมีโทสะ  จิตปราศจากโทสะ  /จิตมีโมหะ  จิตปราศจากโมหะ  /จิตหดหู่  จิตฟุ้งซ่าน  /จิตยิ่งใหญ่  จิตไม่ยิ่งใหญ่  /จิตยิ่ง  จิตไม่ยิ่ง  /จิตตั้งมั่น  จิตไม่ตั้งมั่น และจิตหลุดพ้น จิตไม่หลุดพ้น นั้นเองคะ

  ทางที่ 4   ธัมมานุปัสสนาปัฏฐาน  หมายถึง  การใช้สติติดตาม พิจารณาดูหมวดธรรมต่างๆ  โดยจะใช้หลักธรรมในการกำหนด 4 มีดังนี้ค่ะ

4.1   นิวรณ์ คือ รู้ชัดในขณะนั้นว่า นิวรณ์ 5  แต่ละอย่างมีอยู่ในใจ หรือไม่ ที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้นได้อย่างไร ที่เกิดขึ้นแล้วจะละเสียได้อย่างไร ที่ละได้แล้วไม่เกิดขึ้นอีกต่อไปอย่างไร ให้รู้ชัดตามความเป็นจริงที่เป็นอยู่ในขณะนั้น

4.2   ขันธ์ 5 คือ กำหนดรู้ว่าขันธ์ 5 แต่ละอย่างคืออะไร เกิดขึ้นได้อย่างไร ดับไปได้อย่างไร

4.3   อายตนะ คือ รู้ชัดในอายตนะภายในภายนอกแต่ละอย่าง รู้ชัดในสังโยชน์ที่เกิดขึ้น เพราะอาศัยอายตนะนั้น ๆ รู้ชัดว่าสังโยชน์ที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้นได้อย่างไร ที่เกิดขึ้นแล้วละเสียได้อย่างไร

4.4   โพชฌงค์ คือ รู้ชัดในขณะนั้นว่า โพชฌงค์ 7 แต่ละอย่างมีอยู่ในใจตนหรือไม่ ที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้นได้อย่างไร ที่เกิดขึ้นแล้ว เจริญเต็มบริบูรณ์ได้อย่างไร

    เมื่อผู้ปฎิบัติธรรมสามารถกำหนดจิตให้ตั้งอยู่บนฐานทั้ง 4 ทางได้แล้วนั้น  ก็คือ จะสามารถกำหนดจิตนี้ให้รู้ว่า  อาการและความรู้สึก อารมณต่างๆ ที่เกิดขึ้นนั้น มีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ไม่เที่ยงแท้แน่นอน แล้วพยายามละความพอใจ หรือไม่พอใจในอาการ หรือความรู้สึกที่เกิดขึ้น (ไม่เอาจิตไปปรุงแต่งนั้นเอง  รู้ก็ให้สักแต่ว่ารู้ แต่ไม่คิดต่อยอดว่าชอบ หรือไม่ชอบ เหม็น หรือหอม สวย หรือขี้เหร่น่ะคะ)  จิตก็จะสงบ นิ่ง คือ มีสติ สัมปชัญญะกำกับจิตอยู่นั้นเอง  เมื่อจิตสงบ จนจิตมั่นแล้วจิตจะเป็นสมาธิและเกิดปัญญา คือ ความรู้แจ้งนั้นก็จะเกิดขึ้นค่ะ พลอยจ๋าขอยกตัวอย่าง เป็นพุทธพจน์ ของพระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ว่า 

" ดูก่อนกิกษุทั้งหลาย  ผู้ที่มีจิตตั้งมั่นแล้ว ก็รู้เองเห็นเองด้วยปัญญา ตามความเป็นจริงนั้นแล"

 เฮ้อ..  เอาล่ะคะ ขอจบกันดื้อๆ ซะแบบนี้ก่อนที่ใครบางคนจะมึนตึ้บ.. และพลอยจ๋าจะโดนข้อหายัดเยียดสาระทางธรรมเกินวันละ 2 ขวด เย๊ยยย.. เอาเป็นว่าสำหรับท่านผู้ที่สนใจนะค่ะ ลองหาหนังสือมาอ่านเพื่อสร้างความเข้าใจขั้นพื้นฐานก่อนการปฎิบัติจริงนะค่ะ และถ้าติดขัดไม่เข้าใจตรงไหน ลองปรึกษาผู้ที่ศึกษาและปฎิบัติธรรมอย่างจริงจังดูค่ะ  เพื่อความก้าวหน้าในทางธรรม  เราจะช่วยกันพยุงเพื่อนญาติธรรมร่วมโลกข้ามวัฎฎะสงสารนี้ให้ได้ในภพชาติใดภพชาติหนึ่งคะ แม้ยังหวังซึ่งความสว่างในทางธรรม สุดท้ายนั้นดวงตาคงไม่มืดมน..

..พลอยจ๋าขอร่วมอนุโมทนาบุญ กับผู้ที่ตั้งใจอ่านเพื่อความเข้าใจในเรื่องสติปัฏฐาน 4 นี้ ตั้งแต่ต้นจนจบกับทุกๆ ท่านนะคะ ขอให้เจริญทางธรรมกันทุกๆ คนค่ะ..

ด้วยรัก/จากใจ..พลอยจ๋า

 

เพลงธรรมะประกอบชื่อ  เตรียมให้พร้อม

ศิลปิน อรวี สัจจานนท์ อัลบั้ม ฝากไว้เป็นคติแก่โลก

Tags: dhamma, how to,