ตู้พระไตรปิฏกบ้านพี่พลอย

รวบรวมเรื่องพุทธประวัติ และนิทานชาดก

  สนใจเลือกรับฟังตอนอื่น  คลิ๊กที่นี้คะ

พระพุทธเจ้าเสด็จโปรดพระประยูรญาติ

เสียงแห่งธรรม พุทธประวัติ ตอนที่ 7

พระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว และเสด็จออกโปรดพระประยูรญาติ

บัดนี้ อุปติสสะมีใบหน้าอิ่มเอิบแจ่มใสเช่นเเดียวกับใบหน้าของพระอัสสชิบรรพชิต ผู้ที่เขาได้พบและ บอกอมตะธรรมแก่เขา เมื่อโกลิตะได้เห็นใบหน้าของอุปติสสะมีลักษณะเช่นนั้นและกำลังเดินใกล้เข้ามา ก็รู้ได้ทันทีว่ามีความเปลี่ยนแปลงอันใหญ่หลวงเกิดขึ้นกับเพื่อนของเขาเป็นแน่ จึงได้ถามอุปติสสะว่า อุปติสสะเป็นอะไรหน้าตาของเจ้าจึงแจ่มใสยิ่งนัก ท่านได้พบกับอมตะธรรมที่เราทั้งสองได้แสวงหา กันเป็นเวลานานนั้นแล้วหรือ อุปติสสะตอบโกลิตะด้วยความเบิกบานว่า ใช่แล้ว เราได้พบอมตะธรรม แล้ว โกลิตะถามอย่างรีบร้อนว่า เป็นอย่างไร อุปติสสะได้บอกกล่าาวเกี่ยวกับเขาได้พบกับบรรพชิต แปลกหน้าที่เขาได้พบ และได้กล่าวพระคาถาที่บรรพชิตรูปนั้นให้โกลิตะฟัง ธรรมย่อมเกิดขึ้นกับผู้มี ศรัทธา ความทุกข์จะหลุดพ้นก็ด้วยปัญญา

ในขณะนั้นเอง โกลิตะก็ได้ดวงตาเห็นธรรมและรู้ว่าอมตะธรรมได้เกิดอยู่ในโลกนี้ และมีมาก่อนพระ พุทธเจ้า แต่ไม่มีผู้รู้มาก่อน มีแต่พระพุทธเจ้าค้นหาพบและไม่ใช่ลักษณะที่เป็นรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสและความนึกคิดต่าง ๆ เพราะเหตุอันนั้น อมตะธรรมจึงไม่ใช่สิ่งที่จะสัมผัสด้วยรูป มีเสียง มีกลิ่น มีรส และมโนภาพได้เช่นกัน จึงเป็นสิ่งที่ไม่ดับไม่ตาย ในที่สุดอุปติสสะและโกลิตะพร้อมด้วยหมู่กลุ่ม ปริพาชก ก็ได้มุ่งหน้าไปสู่เวฬุวันวิหาร เพื่อเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า อุปติสสะและโกลิตะเคยได้ฟังธรรมจาก พระอัสสชิมาก่อนจนได้สำเร็จโสดาบัน พระพุทธองค์ได้ประทานอุปสมบทแก่กลุ่มปริพาชกเหล่านั้นและ แสดงพระธรรม โปรดอุปสมบทให้ทั้งหมด ยกเว้นพระอุปติสสะกับพระโกลิตะ พระโกลิตะสำเร็จเป็น พระอรหันต์เมื่อบวชได้ ๗ วัน ส่วนพระอุปติสสะใช้เวลา ๑๕ วันจึงสำเร็จเป็นพระอรหันต์ ต่อมาพระ อุปติสสะได้ถูกยกย่องเป็นพระอัครสาวกเบื้องขวาได้นามใหม่ว่า พระสารีบุตร ส่งนพระโกลิตะได้นาม ใหม่ว่า พระโมคคัลลานะ ได้รับยกย่องเป็นอัครสาวกเบื้องซ้าย ส่วนพระคาถาที่พระอัสสชิบอกให้ชื่อว่า พระคาถาอัสสชิ จึงได้สืบต่อมาในทางพระพุทธศาสนาจนถึงทุกวันนี้

ในขณะที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่พระวิหารเวฬุวันนั้น ได้มีมหาสันนิบาตเกิดขึ้น คือ การประชุมสงฆ์ ใหญ่เกิดขึ้น ซึ่งเรียกว่า จาตุรงคสันนิบาต แปลว่า การประชุมประกอบด้วยองค์ ๔ ได้แสดงไว้ว่า องค์ ๔ คือ

  1. พระสาวก (พระสงฆ์) ได้มาประชุมกันในวันมาฆะปุณมี คือ วันเพ็ญเดือนมาฆะ หรือ เดือนสาม
  2. พระสาวก (พระสงฆ์) ๑,๒๕๐ รูป มาประชุมกันโดยมิได้นัดหมาย
  3. พระสาวก(พระสงฆ์) เหล่านั้นเป็นพระอรหันต์ ผู้ได้อภิญญา ๖
  4. พระสาวก(พระสงฆ์)เหล่านั้นล้วนเป็นเอหิภิกขุ คือได้รับการอุปสมบทที่พระศาสดาประทานเอง

พร้อมกันเป็นองค์ ๔ ที่เรียกว่า จาตุรงคสันนิบาต ที่เป็นสิ่งอัศจรรย์ในพระพุทธศาสนา ที่เหตุทั้ง ๔ นั้นมีบรรจบกันในวันนั้น ด้วยเหตุนี้พุทธศาสนิกชนต่อมาภายหลังจึงได้ถือเอาวันเพ็ญเดือนสาม (มาฆะ) ของทุก ๆ ปีเป็นวันทำบุญ เพื่อระลึกถึงวันสำคัญดังกล่าว เพื่อเป็นการประกอบพิธีสักการะบูชา พระ สัมมาสัมพุทธเจ้าและพระสาวกอรหันต์ ๑๒๕๐ องค์นั้นให้เป็นที่ตั้งแห่งความเลื่อมใสศรัทธาในพระ พุทธศาสนา เรียกว่า บุญมาฆะบูชา ในโอกาสที่มีการประชุมใหญ่นี้ พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ ซึ่งได้ประทานต่อที่ประชุม ซึ่งมีหัวข้อสำคัญและมีความหมายโดยย่อว่าดังนี้

  1. การไม่ทำบาปด้วยประการหนึ่ง
  2. การทำกุศลให้เกิดพร้อม และให้ถึงพร้อมประการหนึ่ง
  3. การทำจิตใจให้ผ่องใสบริสุทธิ์หนึ่ง

ทั้งสามประการนี้เป็น หัวใจของพระพุทธศาสนา ที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นพุทธกิจสำคัญในพรรษาที่ ๑ ของพระพุทธเจ้า

หลังจากที่พระโมคคัลลานะและพระสารีบุตร บวชได้ไม่นาน พระพุทธเจ้าได้ทรงพบพระสงฆ์สาวก ในสมัยต่อมา บรรดาผู้นับถือศาสนาพุทธเห็นวันนี้เป็นวันสำคัญจึงได้กำหนดเอาวันนี้เป็นวันมาฆะบูชา ในการประชุมครั้งนี้ ได้มีพระอรหันต์ ๑๒๕๐ รูปที่ไม่ได้นัดหมายกันมาก่อน ซึ่งแต่ละรูปนั้นพระพุทธเจ้า ได้บวชให้หมดทุกองค์ ซึ่งการประชุมครั้งนี้ได้เรียกต่อๆ กันมาว่า จาตุรงคสันนิบาต พระอรหันต์เหล่านี้ ได้ออกไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาตามหลักคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วต่างก็กลับมาเฝ้าองค์สัมมาสัมพุทธเจ้าพร้อมกันที่กรุงราชคฤห์ ในการประชุมครั้งนี้ พระพุทธเจ้าได้แสดงโอวาทปาติโมกข์ คือ หลักการสรุปของพระพุทธศาสนาว่ามีหลักคำสั่งสอนและหลักการปฏิบัติทั้งหมด ๓๒ ข้อ แปลว่า สอนให้รู้ละชั่ว ทำจิตใจให้บริสุทธิ์ สอนให้รู้ทางไปนิพพาน สอนให้รู้จักออกจากทุกข์ อันเป็นยอดแห่ง คำสั่งสอนของหลักพุทธศาสนา และให้พระสงฆ์รู้จักสำรวม และอยู่อย่างปฏิปทาพอประมาณ ไม่อวด อุตริมนุสธรรรม ไม่นินทาพระสงฆ์หรือคนอื่น ไม่เบียดเบียนตนเองและคนอื่น การปกครองสงฆ์ในสมัย พุทธกาลนั้น คือ ด้วยโอวาทปาติโมกข์ และในระยะต่อมาจึงได้บัญญัติวินัยให้ปฏิบัติสืบต่อกันมาจนถึง ทุกวันนี้

เมื่อพระเจ้าศรีสุทโธทนะ ได้รู้ข่าวว่าพระราชโอรสของพระองค์ประทับอยู่กรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ และยังได้ตรัสรู้สัจธรรมสำเร็จเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอีกด้วย พระองค์จึงสั่งให้คนไปอาราธนา พระพุทธเจ้ากลับมาเยือนกรุงกบิลพัสดุ์ แต่ทุก ๆ คนที่พระองค์ส่งไปกลับกลายเป็นบุคคลที่ไปขอ อุปสมบทแทนที่จะไปอาราธนาพระพุทธองค์ เพราะทุกคนที่ไปเมื่อได้ฟังธรรมะเทศนาของพระพุทธ องค์แล้วเลยลืมคำสั่งของพระเจ้าศรีสุทโธทนะกันหมดสิ้น พระเจ้าศรีสุทโธทนะจึงได้สั่งให้อำมาตย์ หนุ่มคนหนึ่งชื่อว่า กาฬุทายิ ซึ่งเป็นเพื่อนเล่นแต่วัยเยาว์ของพระพุทธเจ้าไปอาราธนาพระพุทธองค์ ตามเรื่องมีอยู่ว่ากาฬุทายิเป็นผู้ฉลาด เขาได้ใช้ฝ้ายมวนอัดหูของตนเอง ในเวลาที่พระพุทธองค์แสดง ธรรม เพราะกาฬุทายิรู้ว่าทุก ๆ คนที่ฟังพระธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้า ทุกคนจะลงเอยขออุปสมบท กันทั้งหมด ซึ่งรวมไปถึงอำมาตย์คนอื่น ๆ ที่ถูกส่งมาก่อน ดังนั้นเมื่อหลังจากที่พระพุทธองค์แสดงธรรมเสร็จแล้ว เขาจึงกราบทูลอาราธนาพระพุทธองค์ ให้เสด็จกลับเยือนกรุงกบิลพัสดุ์ เพื่อโปรด พระบิดา มารดา มเหสี ราชโอรสและวงศาคณาญาติทั้งหลาย พระพุทธองค์ไม่ได้ปฏิเสธคำอาราธนา ของพุทธบิดาแต่อย่างใดเลย ฉะนั้นในพรรษาที่ ๓-๔ พระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่พระมหาวิหารเวฬุวัน พุทธกิจระยะนี้ก็คือ การเสด็จเยือนกรุงกบิลพัสดุ์ในพรรษาที่ ๓

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนำพระสาวก เสด็จถึงพระนครกบิลพัสดุ์ในเวลายามเย็นของวันหนึ่ง และได้ เสด็จประทับที่สวนนิโครธราม อันเป็นอุทยานนอกพระนคร ซึ่งพระเจ้าศรีสุทโธทนะได้สั่งให้จัดเตรียม ให้เป็นพระอารามที่ประทับของพระพุทธองค์ และพระสาวกทั้งหลายที่ติดตามเสด็จสู่พระนครกบิลพัสดุ์ ในครั้งนั้น วันต่อมาตอนเช้า พระพุทธองค์ได้เสด็จออกบิณฑบาตกับพระสาวกซึ่งเป็นกิจการปรกติของ พระองค์และพระสาวกทุก ๆ ตอนเช้า และได้เข้าบิณฑบาตตามถนนหนทางต่าง ๆ ภายในตัวเมืองพระ นครกบิลพัสดุ์ เพี่อโปรดประชาราษฎรทุกทั่วหน้า เมื่อเห็นเป็นเช่นนั้น ทหารรักษาพระนครจึงนำความ เข้ากราบทูล พระเจ้าศรีสุทโธทนะให้รู้ว่าพระองค์อุ้มบาตรเข้ามาภิกขาจารกับ ประชาราษฎร ภายใน ตัวเมือง จึงทำให้พระเจ้าศรีสุทโธทนะมีความพิโรธ ในการที่พระโอรสได้ลดเกียรติของตน ลงมาภิกขา จารประชาราษฎรซึ่งเป็นเพียงราษฎรของพระองค์เอง

พระเจ้าศรีสุทโธทนะรับสั่งให้รีบขับรถม้าไปยังถนน ซึ่งทหารแจ้งข่าวว่า พระพุทธองค์กำลังเที่ยวบิณฑ บาตอาหารจากประชาราษฎรอยู่ เมื่อไปถึงถนนสายนั้น พระเจ้าศรีสุทโธทนะก็ทอดพระเนตรเห็น พระพุทธเจ้ากำลังดำเนินนำพระสาวกเที่ยวบิณฑบาตโปรดประชาราษฎรอยู่ และมีบาตรที่เต็มไปด้วย อาหารอยู่ในอ้อมพระหัตถ์กำลังมุ่งหน้ามาตามทางที่ตรงไปยังพระราชวัง มีประชาราษฎรห้อมล้อมถวาย ความเคารพอยู่โดยรอบ แต่ความพิโรธ น้อยพระทัย ในข้อที่พระโอรสของพระองค์เสด็จภิกขาจาร ใน ถิ่นแคว้นอันใดๆ ก็เป็นของพระองค์ ซึ่งพระองค์จะเอาทุกสิ่งได้ทุกเวลาโดยไม่ต้องมีการขออนุญาตใดๆ ทั้งสิ้น ฉะนั้นจึงทำให้พระเจ้าศรีสุทโธทนะมีความพิโรธเป็นอย่างยิ่ง แต่พระพุทธองค์ถือว่านั้นเป็นแนว ทางที่ถูกต้องของผู้ที่ได้หลุดพ้นจากทุกข์ได้แล้ว

พระองค์ได้เสด็จเข้าใกล้พระพุทธองค์แล้วกล่าวด้วยสำเนียงอันขุ่นเคืองด้วยความน้อยพระทัยว่า ลูกเอย ! นี่ไม่ใช่ข่าวดีที่พ่อได้รับ เพื่อต้องการทำอย่างนี้เท่านั้นหรือ ที่ลูกละทิ้งบ้านเมืองไป เจ้าเป็นพระโอรส ของพระราชาผู้ครองนคร พร้อมทั้งเป็นรัชทายาทแห่งราชบัลลังก์ใช่ไหม โอ ! ลูกเอย ในวันนี้ลูกได้ สร้างความเสื่อมเสียแก่พ่อ และราชวงศ์ของพวกเราหาอันใดเปรียบไม่ได้ และไม่เคยมีครั้งใดที่วงศ์ ตระกูลของเราเคยกระทำอย่างนี้มา เคยมีครั้งใดที่พวกเราเคยเที่ยวขออาหาร อย่างภิกขา