ตู้พระไตรปิฏกบ้านพี่พลอย

รวบรวมเรื่องพุทธประวัติ และนิทานชาดก

  สนใจเลือกรับฟังตอนอื่น  คลิ๊กที่นี้คะ

เสียงแห่งธรรม พุทธประวัติ ตอนสุดท้าย ตอนที่ 10

การปรินิพพานดับขันธ์ขององค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้า

เมื่อพระพุทธองค์ได้คิดว่าจะสมควรแก่การประกาศพระธรรมของพระองค์แล้ว และในพรรษาที่ ๔๔ พระอัครสาวกทั้งสองคือ พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ ได้นิพพานไปแล้ว และในพรรษาที่ ๔๕ นั้นพระพุทธองค์ก็ได้มีพระชนมายุได้ ๘๐ พรรษาพอดี พระพุทธองค์ก็ทรงเห็นว่าวันเวลาสำหรับการ จาริกสั่งสอนพระธรรมของพระองค์จวนจะสิ้นสุดลงแล้ว พระพุทธองค์ได้รู้สึกว่าชีวิตของพระองค์จะ ไม่ตั้งอยู่นานอีกต่อไปแล้ว และทรงตั้งพระทัยว่าจะเสด็จไปทางทิศเหนือ แถบตีนเขาหิมาลัยอันเป็น สถานที่ ที่พระพุทธองค์ทรงคุ้นเคยเป็นอย่างดีในวัยหนุ่ม พระพุทธองค์มีจุดประสงค์จะเสด็จพระปริ นิพพานในที่นั้น จึงได้เสด็จจาริกไปจากพระเวฬุวันมหาวิหารที่กรุงราชคฤห์ พร้อมทั้งพระอานนท์และ พระสาวก จำนวนมากมายตามเสด็จและเสด็จมุ่งหน้าไปยังสถานที่ที่พระพุทธองค์กำหนดไว้ว่าจะปริ นิพพาน ซึ่งเป็นสถานที่สมควรเป็นอย่างยิ่ง

ในระหว่างทาง พระพุทธองค์ได้เสด็จผ่านเมือง ปาฏลีบุตร ( ปัจจุบันเรียกว่า เมืองปัตนา) จากนั้นพระ พุทธองค์ก็เสด็จผ่านไปยังทิศเหนือ ผ่านเมืองเวสาลี แคว้นวัชชี ในเมืองนี้ได้มีหญิงคณิกา (นางโสเภณี) คนหนึ่งชื่อ อัมพปาลี ได้ถวายสวนอัมพปาลีให้เป็นพระอาราม โดยมีการแข่งขันกันสร้างอารามถวาย ระหว่างทางมีพวกหญิงคณิกาและบรรดาเจ้าชายจำนวนหนึ่งภายในนครนั้น จากนั้นพระพุทธองค์ก็ได้ เสด็จต่อไปยัง หมู่บ้านเวฬุคาม ใกล้กับเมืองเวสาลี และพระพุทธองค์รับสั่งให้พระสาวกทั้งหลาย พำนักจำพรรษาจนตามความพอใจอยู่ที่นั้น ส่วนพระพุทธองค์เองได้ตัดสินใจ ประทับจำพรรษาใน หมู่บ้านนั้นเอง พร้อมทั้งพระอานนท์ อันเป็นวาระสำคัญ และพระองค์รู้อยู่ในพระทัยของพระองค์เอง

ในระหว่างพรรษานี้ พระพุทธองค์ทรงประชวรอย่างหนัก มีอาการเจ็บปวดอย่างรุนแรงจนถึงกับจะ ปรินิพพาน แต่พระพุทธองค์ทรงระงับความเจ็บปวดทรมาน ด้วยการเข้า เจโตสมาธิอันไร้นิมิต เมื่อพระพุทธองค์ทรงทุเลาจากการประชวรนั้นแล้ว ได้เสด็จประทับนั่งอยู่ในเงาพระวิหารแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นเวลาเที่ยงวัน บนอาสนะซึ่งพระอานนท์ได้จัดถวาย พระอานนท์ได้กราบทูลพระพุทธองค์ว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์มีความปลาบปลื้มยินดีหาอันเปรียบไม่ได้ เพราะได้เห็นพระผู้มี พระภาคเจ้ากลับทรงมีพระวรกายดีขึ้นดังเดิม เมื่อเวลาข้าพระองค์เห็นอาการของพระพุทธองค์ ในเวลา นั้น จิตใจของข้าพระองค์มืดมนแปดด้านแทบจะสิ้นสติไป แต่ข้าพระองค์ก็ยังคิดว่าพระผู้มีพระภาคเจ้า จะยังไม่เสด็จปรินิพพานเป็นแน่ จนกว่าจะได้ตรัสคำแนะนำสั่งสอนอันถึงที่สุดแก่พระสาวกทั้งหลายได้ ถือเป็นหลักประพฤติปฏิบัติในเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าได้เสด็จล่วงลับไปแล้ว

นับตั้งแต่วันที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ พระองค์ได้เสด็จประกาศพระพุทธศาสนา ตามสถานที่ต่าง ๆ เป็นเวลา ๔๕ พรรษาและอายุของพระพุทธองค์ได้ ๘๐ พรรษาพอดี ในเวลาที่พระองค์จำพรรษาที่ ๔๕ ที่เวฬุคาม และจวนที่พระองค์จะปลงพระชนมายุนั้น พระองค์ยังเป็นห่วงแต่พระอานนท์ที่ยังไม่เห็นธรรมบรรลุเป็น พระอรหันต์เท่านั้น ในวันหนึ่ง พระพุทธเจ้ากับพระอานนท์ได้เสด็จไปยังป่าแห่งหนึ่ง แล้วพระองค์ทรง แสดง นิมิตโอภาส อิทธิบาท ๔ ( ชื่อของพระธรรมบทนี้ มีสี่ข้อ ถ้าภาวนาเป็นประจำจะสามารถต่ออายุ ยืนยาวก่อนเวลาจะหมด) ส่วนนิมิตโอภาส แปลว่า พระพุทธเจ้ามีพระชนม์สิ้นสุดลงในปีนี้ จึงบอกให้ พระอานนท์ทูลขออาราธนานิมนต์ต่ออายุยืน แต่พระอานนท์นึกไม่ออก ทั้งๆ ที่พระพุทธองค์ได้ตรัสถึง สามครั้ง ผลสุดท้ายพระพุทธองค์จึงสั่งให้พระอานนท์หลบไปข้างนอกร่มไม้ แล้วพยายาม จึงได้เข้ามา อาราธนา นิมนต์ไม่ให้พระพุทธองค์ปรินิพพาน และพระพุทธองค์ก็รับนิมนต์ ต่อมาจึงได้ตรัสต่อพระ อานนท์ว่า ยัง อีกสามเดือนข้างหน้า วันเพ็ญในกลางเดือนหก ปีจอ พระพุทธองค์จะปรินิพพานที่เมือง กุสินารา

พระพุทธองค์ได้ตรัสว่าดูก่อน อานนท์ ภิกษุสงฆ์จะต้องการหวังสิ่งใดอีกจากเราพระองค์ เราพระองค์ได้ บัญญัติไว้ในพระธรรมพระวินัยหมดสิ้นแล้ว ข้อประพฤติปฏิบัติ สิ่งใดที่พระสงฆ์ควรจะรู้เพื่อการปฏิบัติ ให้บรรลุและรู้ถึงพระนิพพานนั้น เราพระองค์ก็ไม่ได้ปกปิดหรือซุกช่อนไว้ เอาไว้ในข้อใดข้อหนึ่งเลย เราพระองค์มีความหวังดีกับพระภิกษุสงฆ์ทั้งหลายอย่างแท้จริง เราได้เทศน์มาสั่งสอนทุกสิ่งทุกอย่าง ที่ภิกษุสงฆ์ควรจะรู้ให้ถึงที่สุดแล้ว" "ดูก่อน อานนท์ บัดนี้เราพระองค์เป็นคนชรา และถอยหลังแล้ว กาลเวลาของเราพระองค์จวนจะถึงเวลาอันสมควรแล้ว เราพระองค์มีอายุสังขาร ๘๐ พรรษาแล้ว เพราะฉะนั้น พวกท่านจงได้เป็นที่พึ่งของตนเอง มีตนเป็นที่พึ่งแห่งตน จงเอาธรรมเป็นที่พึ่งและเป็น หลักไว้ในใจ อย่าได้มีสิ่งอื่นเจือปนเลย ในที่สุดพระพุทธองค์ได้ตรัสเพิ่มอีกว่า ดูก่อน อานนท์ ภิกษุใดเป็นผู้ตั้งใจศึกษา ภิกษุนั้นจักเป็นผู้เจริญไปกว่าหมู่คณะและมีสติปัญญา

รุ่งอรุณของวันใหม่ ซึ่งเป็นวันเพ็ญเดือนสาม ปีจอ พระพุทธองค์ทรงรู้สึกสบายพระวรกายจนสามารถ เสด็จเข้าไปบิณฑบาตในเมืองเวสาลีได้ หลังจากเสด็จกลับจากบิณฑบาตและได้เสวยอาหารเที่ยง (ฉันเพล)แล้ว พระพุทธองค์ได้รับสั่งให้พระอานนท์นำผ้าสำหรับรองนั่งตามเสด็จไปยัง ปาวาลเจดีย์ เพื่อทรงสมาธิพักผ่อน ในเวลาเที่ยงวัน ขณะประทับอยู่ใต้ร่มพฤกษาตามลำพังโดยพระองค์เดียว พระพุทธองค์ได้ตัดสินพระทัยว่าจะเข้าปรินิพพานในวันเพ็ญเดือนหก (วิสาขะ) ในสามเดือนข้างหน้า นับแต่วันตัดสินพระทัยเช่นนี้ เรียกว่า ปลงพระชนมายุสังขาร ( ในวันเพ็ญเดือนสาม ภายหลังพรรษานั้น พระอานนท์บอกว่า พระพุทธองค์ได้ตัดสินพระทัยจะปรินิพพานในเวลา ๓ เดือนข้างหน้านี้เอง )

พระอานนท์ได้กราบทูลวิงวอนว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า อย่าปรินิพพานก่อนเลย ขอพระพุทธองค์ ทรงอยู่โปรดสัตว์ให้พ้นทุกข์อีกต่อไป พระพุทธองค์ทรงตรัสต่อพระอานนท์ว่า ดูก่อน อานนท์ สิ่งใดที่ ตถาคตพ้นแล้ว คายออกแล้ว ตรัสแล้ว สิ่งนั้นคือ อายุสังขาร ตถาคตปลงแล้ว กล่าวตรัสแล้ว ตถาคตจะ ปรินิพพานเมื่อครบสามเดือนต่อจากนี้ ตรัสไปแล้วจะไม่คืนคำ เป็นสิ่งที่เป็นไปแล้ว อานนท์ สิ่งที่ล่วงไป แล้ว อย่าคิดถึงอีกเลย เราพระองค์จะไปยังป่าสาละวัน และท่านจงไปป่าวประกาศบอกพระภิกษุสงฆ์ ทั้งหลายที่อยู่ในเมืองเวสาลีให้ไปประชุมกันในที่นั้นพระอานนท์ก็ได้ทำตามคำสั่งของพระพุทธองค์เพื่อ ไปป่าวประกาศแก่ภิกษุสงฆ์ทั้งหลาย เมื่อพระภิกษุสงฆ์ทั้งหลายได้ทราบแล้วก็มาประชุมพร้อมกันที่ป่า สาละวัน ตามความประสงค์ของพระผู้มีพระภาคเจ้า อานนท์จึงได้เข้ากราบทูลต่อพระผู้มีพระภาคเจ้า ให้ทรงทราบ พระสงฆ์ได้มาพร้อมแล้ว

พระพุทธองค์ได้เสด็จไปยังที่ประชุม เพื่อประทานพระโอวาทเป็นครั้งสุดท้าย พระพุทธองค์ได้ตรัสให้ พระภิกษุสงฆ์ทั้งหลาย ซึ่งเป็นการเตือนครั้งสุดท้ายว่า สิ่งสำคัญยิ่งและเป็นการแสดงถึงความหวังครั้ง สุดท้ายของบุคคลที่จะจากไปอย่างแท้จริง เพื่อให้ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นให้พากันประพฤติปฏิบัติตาม แนวทางที่ถูกต้อง ตามที่พระพุทธองค์ทรงสั่งสอนไว้อย่างเคร่งครัด เพื่อเห็นแก่ชาวโลกให้เห็นแก่ ประโยชน์ส่วนรวม เพื่อประโยชน์ ความดี และเกื้อกูลสัตว์โลก ผู้หวังอันที่จะประพฤติปฏิบัติตาม ตัวอย่างในการประพฤติพรหมจรรย์อันสมบูรณ์ และบริสุทธิ์ ในที่สุด พระพุทธองค์ก็ได้ตรัสเตือนอีกว่า ทุกอย่างที่อยู่ในวิสัยโลก ย่อมมีการเปลี่ยนแปลง ไม่ตั้งอยู่ทนนาน ( อนิจจัง วัตสังขารา ) ความบากบั่น พากเพียร เพื่อก้าวไปข้างหน้าและการทำจิตของตนให้อยู่ในทางที่ถูกต้องนั้น จะเป็นทางหลุดพ้น ผลสำเร็จจากการเวียนว่ายตายเกิด และการเป็นทุกข์ทั้งปวงของโลกมนุษย์นี้ จะไม่สิ้นสุดถ้าไม่รู้ทุกข์ เราก็จะออกจากทุกข์ไม่ได้

ในวันต่อมาพระพุทธองค์พร้อมกับพระอานนท์ก็ได้เสด็จเข้าไปบิณฑบาตในเมืองเวสาลีเป็นครั้งสุดท้าย และพระพุทธองค์ได้ตรัสกับพระอานนท์ว่า ดูก่อน อานนท์ นี้เป็นการทอดพระเนตรเมืองเวสาลีเป็น ครั้งสุดท้ายของเราตถาคต เราจะเสด็จไปยังบ้านภัณฑุคาม ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา พระพุทธองค์ก็ได้ เสด็จออกาจากเมืองเวสาลีไปแสดงพระธรรมตามที่ต่าง ๆ เช่น หมู่บ้านภัณฑุคาม ทรงพักผ่อนบำเพ็ญ ประโยชน์แก่ประชาชนพอสมควรแล้วเดินทางต่อไปยังบ้าน หัตถิคาม อัมพคาม ชัมพุคาม เป็นลำดับจน ถึงนครโภคะ ประทับพักที่อานันทเจดีย์ แล้วทรงแสดงมหาปเทสสี่ ให้เป็นหลักสำหรับพิจารณาตัดสิน พระธรรมวินัยแก่ภิกษุสงฆ์ ในวันขึ้น ๑๔ ค่ำเดือนหก เหลืออีกเพียง ๑ วันจะครบรอบ ๓ เดือน พระพุทธ องค์เสด็จถึงเมืองปาวา ประทับอยู่สวนมะม่วงของนายจุนทะ บุตรชายของนายช่างตีทอง ทรงแสดงพระ ธรรมโปรดนายจุนทะ จนได้บรรลุโสดาปัตติผล และนายจุนทะได้อาราธนาพระพุทธองค์พร้อมด้วย พระสาวกไปฉันภัตตาหารที่บ้านของตนในวันรุ่งขึ้น และพระพุทธองค์ก็ได้รับคำอาราธนานั้น

รุ่งอรุณของวันใหม่ ตรงกับวันเพ็ญเดือนหก ปีจอ เสด็จไปฉันภัตตาหารที่บ้านของนายจุนทะซึ่งเป็น การรับบิณฑบาตเป็นครั้งสุดท้าย พระพุทธองค์ทรงฉัน สุกรมัทวะ (หมูปั้น) ที่นายจุนทะทำถวาย พระพุทธองค์ทรงตรัสสั่งห้ามไม่ให้สาวกทุกๆ รูปฉันสุกรมัทวะนั้น หลังจากอนุโมทนาแล้ว เสด็จออก จากบ้านนายจุนทะ ในระหว่างทางทรงประชวรหนักขึ้น ถึงกับอุจจาระเป็นโลหิต แต่ทรงบรรเทา ทุกขเวทนานั้นด้วยกำลัง อทิวาสนักขันติ และญาณสมาบัติ

เสด็จเดินทางต่อไป ทรงพักเหนื่อยเป็นระยะ ๆ จนใกล้เมืองกุสินารา พระพุทธองค์ได้แวะพักเอาแรง ใต้ร่มไม้แห่งหนึ่ง ในที่นั้น พระพุทธองค์ได้พบกับราชโอรสของมัลละกษัตริย์ผู้หนึ่ง ซื่อ ปุกกุสะ ซึ่งเคย เป็นลูกศิษย์ของอาฬารดาบส อาจารย์เก่าในสมัยที่พระพุทธองค์ไม่ทันได้ตรัสรู้ ซึ่งได้ออกเดินทางจาก เมืองกุสินาราจะไปเมืองปาวาผ่านมาพบเข้า จึงได้เข้าเฝ้าพระผู้มีพระ